อนันดาฯ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้าง โครงการไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ พร้อมเข้าอยู่กันยายน

คุณสันทัด ณัฎฐากุล กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่สายงานควบคุมการผลิต บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN (ที่ 3 จากขวา) พร้อมด้วยคุณวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับเหมางานก่อสร้าง และงานด้านสถาปัตยกรรม(ที่ 4 จากขวา) และคุณนคร แสนยาสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีม คอนสตรัคชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านงานก่อสร้าง (ที่ 4 จากซ้าย) และคณะผู้บริหาร เข้าพิจารณาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์
ความก้าวหน้างานก่อสร้าง โครงการคอนโด ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม High-Rise สูง 32 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวมจำนวนยูนิตสำหรับพักอาศัย 661 ยูนิต ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เข้าถึงทุกความทันสมัย เชื่อมต่อทุกการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน และสายสีแดง โดยห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีเตาปูนเพียง 300 เมตร ภายในโครงการครบครันด้วยระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ Infinity Edge Pool และ Art Deco Sky Lounge บนชั้น 32 ซึ่งในขณะนี้การสร้างมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน กันยายน นี้

ข้อมูลเพิ่มเติม :

ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ คอนโดมิเนียม High-Rise สูง 32 ชั้น คอนโดที่พัฒนาภายใต้แนวคิด “เชื่อมต่อทุกการเดินทางให้ง่ายกว่าด้วย Triple Station” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เข้าถึงทุกความทันสมัย เน้นการดีไซน์โครงการแบบ Futuristic Art Deco และพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนยูนิต 661 ยูนิต ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าถึง 3 สาย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน และสายสีแดง โดยห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีเตาปูนเพียง 300 เมตร ซึ่งมีห้องชุดให้ผู้พักอาศัยสามารถเลือกได้ทั้งหมด 6 รูปแบบด้วยกัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 3.19 ล้านบาท ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ Infinity Edge Pool บนชั้น 32 Art Deco Sky Lounge ฟิตเนส ห้องสมุด ล็อบบี้ และStack Garden ที่เชื่อมต่อสวนขนาดใหญ่ ฯลฯ ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ที่กำลังมองหาสะดวกด้วยทำเลที่ตั้งบนจุดศูนย์กลางการเดินทาง

Please visit อนันดาฯ ตรวจสอบคุณภาพงานปลูกสร้าง โครงการไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ พร้อมเข้าอยู่กันยายน for related post.

กคช.ให้ผลการเรียนรู้ โครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 จังหวัด

การเคหะแห่งชาติ นำโดย นางพิมพ์พรรณ นาวีปัญญาธรรม ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการจัดประชุมมอบผลการเล่าเรียนของโครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้โครงการจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและแผนป้องกันแก้ไขชุมชนแออัดปี 2559 ในกลุ่มภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี เพื่อเสนอผลการดำเนินงานโครงการฯ และรายงานฉบับสมบูรณ์ พร้อมมอบวุฒิบัตรให้กับผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 4 จังหวัด

โดยมี นายสุพจน์ วงศ์สิงห์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นางณิทฐา แสวงทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นายธีรชัย ทศรฐ ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี และนางเบญจวรรณ เปรมประยูร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เป็นผู้มอบให้ผลการเล่าเรียนของโครงการดังกล่าว และมอบวุฒิบัตรให้กับผู้เข้ารับการอบรม นอกจากนี้ ได้มีการสร้างเสริมตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโครงการของการเคหะแห่งชาติตั้งอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้

Read related article at กคช.ส่งให้ผลการเรียนรู้ โครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 จังหวัด.

BTS-Sansiri รุดหน้าสร้าง Skywalk เชื่อมเข้าโครงการ The Line จตุจักร-หมอชิต

นาย กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ที่สองจากซ้าย) และนายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (ที่หนึ่งซ้าย) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ (ที่สองจากขวา) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และนางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการทั่วไป (ที่หนึ่งขวา) บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พร้อมกับ นายฤทธิ์ชาร์ด ดีอำมาตย์ กรรมการผู้จัดการ (กลาง) บริษัท พี เค อี ที จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างในส่วนโครงการ “เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต สกายวอล์ค” ร่วมลงชื่อในสัญญางานก่อสร้างทางเชื่อมในช่วงระหว่างสถานีบีทีเอสหมอชิตและโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต ซึ่งได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสู่ระบบขนส่งมวลชนต่างๆ โดยรอบโครงการ เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT

THE LINE JATUJAK – MOCHIT) คอนโดโครงการแรกภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริและบีทีเอส คาดว่าตัวแทนอสังหาริมทรัพย์จะเสร็จในเดือนกันยายน 2560 ส่วนทางเชื่อม เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต สกายวอล์ค คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2561

Please visit BTS-Sansiri ก้าวหน้าปลูกสร้าง Skywalk เชื่อมเข้าโครงการ The Line จตุจักร-หมอชิต for more content.

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทุ่มเทงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ปักหมุดโครงการใหม่ย่านใจกลางรัชดา “มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO19 RATCHADA19-VIPHA)”

บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาฯแบบครบวงจรมากว่า 18 ปี เปิดตัวโครงการ มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO 19 RATCHADA 19-VIPHA) คอนโดมีเนียมแบบโลวไรส์ (Low Rise) โครงการที่ 8 ในกลุ่มมาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES)บนทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 1,700 ล้านบาท โดดเด่นด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘อินดัสเตรียล เอลลิแกนท์’ (Industrial Elegance) สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าอย่างพิถีพิถันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของคนเมือง เปิดให้ชมห้องตัวอย่างได้ที่โครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2560 และมีงาน Pre-sale ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2560 พร้อมมอบสิทธิพิเศษส่วนลดเงินสด 10,000 บาทสำหรับผู้ลงทะเบียนผ่านออนไลน์

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ได้เห็นซื้อขาย บ้าน ที่ดิน และคอนโดโอกาสทางธุรกิจของพื้นที่ทำเลที่ตั้งแถบรัชดาที่นับว่ากำลังถูกพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่หรือ New CBD ด้วยการเข้าถึงของ MRT และแวดล้อมไปด้วยย่านธุรกิจที่สำคัญ เช่น อาคารสำนักงาน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตึก AIA Capital Center ตึกเมืองไทย–ภัทร สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงแหล่งจับจ่ายของคนเมือง อาทิ ตลาดนัดรถไฟรัชดา เอสพลานาด รัชดาฯ เดอะ สตรีท รัชดา ตลาดห้วยขวาง เซ็นทรัล พระราม 9 ร้านอาหาร และคาเฟ่ที่มีให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย โดยมูลค่าพื้นที่บริเวณโครงการได้สูงขึ้นมากกว่าเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงถือว่าคุ้มค่ามากกับการเลือกลงทุน”

มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO 19 RATCHADA 19-VIPHA) เป็นคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์ (Low Rise) ความสูง 8 ชั้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ พรั่งพร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุดภายใต้แบรนด์ มาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) โดดเด่นด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘อินดัสเตรียล เอลลิแกนท์’ (Industrial Elegance) ให้ความรู้สึกเท่ห์แต่ยังคงความหรูหรา มีความแตกต่างอย่างลงตัว แต่ยังคงเอกลักษณ์ ‘Classic With A Modern Twist’ ของแบรนด์มาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบยุโรปกับเส้นสายทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยห้องชุดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ประเภท 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน หน้าห้องกว้าง 5-12 เมตรและประตูบานเลื่อนที่สามารถปรับได้ตาม function การใช้งานและ Layout แบบหลากหลาย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นคลับเฮาส์ครบวงจร ประกอบด้วย ห้องสมุด, พื้นที่สร้างสรรค์งาน (Co-Working Space), ห้องสตีมและห้องซาวน่า, ฟิตเนสและลานโยคะ (Yoga Terrace Area), และสระว่ายน้ำยาวถึง 25 เมตร ลานบาร์บีคิวบนดาดฟ้าอาคารพักอาศัยทั้ง 4 อาคาร ทางวิ่งออกกำลัง (Jogging Track) และสวนขนาดใหญ่ รวมถึงบริการรถรับส่ง (Shuttle service) เป็นต้น

“กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการนี้จะเน้นไปที่ครอบครัวขนาดเล็กและคนวัยทำงานที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือลงทุนด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางย่านธุรกิจ การเดินทางออกได้หลายเส้นทาง และใกล้ออฟฟิศต่างๆ อีกทั้ง มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา เป็นโครงการที่มีพื้นที่มากที่สุด และ สิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) จัดเต็มที่สุดของมาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) ที่คุ้มค่ากับราคา” นางสาวเพชรลดากล่าว

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ พิถีพิถันในการออกแบบโดยใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และบ่งบอกถึงตัวตนของคนรุ่นใหม่ผ่านที่อยู่อาศัย เริ่มตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้งการจัดตั้งโครงการ ซึ่ง มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO 19 RATCHADA 19-VIPHA) ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ด้วยจำนวนห้องชุดทั้งหมด 560 ยูนิต บนทำเลที่ตั้งใจกลางกรุงเทพมหานคร เดินทางสะดวกสบายเพียง 650 เมตรจากตัวโครงการฯ ถึงสถานี MRT รัชดาภิเษก พร้อมบริการรถรับ-ส่งจากโครงการ และเส้นทางเชื่อมต่อด้วยรถยนต์ส่วนตัวที่สามารถเข้าออกได้หลายเส้นทางเชื่อมต่อไปยัง ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนรัชดาภิเษก และถนนลาดพร้าว

โครงการ มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา เป็นโครงการที่ 8 ในกลุ่มมาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) ซึ่งโครงการที่เปิดตัวไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ได้แก่ มาเอสโตร 01 สาทร-เย็นอากาศ, มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี, มาเอสโตร 03 รัชดา-พระราม 9, มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ, มาเอสโตร 12 ราชเทวี, มาเอสโตร 14 สยาม-ราชเทวี, , , , และ มาเอสโตร 39 สุขุมวิท 39 ซึ่งโครงการมาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภาเปิดให้ชมห้องตัวอย่างได้ที่โครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2560 และมีงาน Pre-sales ในวันที่ 24 – 25 มิถุนายน 2560 พร้อมมอบสิทธิพิเศษส่วนลดเงินสด 10,000 บาท

สำหรับผู้ลงทะเบียนผ่านออนไลน์ ผู้ที่สนใจโครงการสามารถติดต่อได้ที่ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โทร 02-116-1111 หรือ เว็บไซต์ http://www.mde.co.th

For related post, please visit เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ปักหมุดโครงการใหม่แถบใจกลางรัชดา “มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO19 RATCHADA19-VIPHA)”.

สร้างสมาร์ทซิตี้ ให้ไกลระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากภายในประเทศ

สังคมเมืองขยายตัวในวงกว้างอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก นำความท้าทายมาสู่เมืองต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สหประชาชาติได้ประเมินไว้ว่าภายในปี 2050 สองในสามของประชาชนทั่วโลกจะพักอาศัยอยู่ในที่ตั้งเขตเมือง และภายในปี 2030 เมืองนับ 41 เมืองจะมีประชากรอย่างน้อย 10 ล้านคน การเจริญเติบโตนักขายบ้านมืออาชีพ
อย่างเร็วของสังคมเมืองนี้จะนำมาซึ่งความต้องการมากมายทั้งในเรื่องของที่พักอาศัย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม การดูแลสุขภาพ พลังงานและการว่าจ้างงานในเมืองต่างๆ

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้กันในระดับประเทศ เพราะไม่มีวิธีการไหนที่ใช้ได้กับทุกประเทศ ในการแก้ปัญหาสถานการณ์เรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ตัดสินใจยากว่าจะไปทางไหนดี สำหรับนักวางแปลนเมืองในทั่วโลก ในประเทศพัฒนาโดยเฉพาะที่อยู่ในซีกโลกตะวันตก ได้พยายามปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ แม้จะเป็นระบบเก่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของพลเรือนในอนาคตเป็นอันดับแรก รัฐบาลท้องถิ่นกำลังหลอมรวมเทคโนโลยีล้ำหน้าเพื่อทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ปรับปรุงเรื่องความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนและสรรพสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม สร้างการเจริญเติบโตของศก.และความก้าวหน้าทางสังคม มีการประเมินกันว่ากว่า 26 เมืองทั่วโลกคาดว่าจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ได้ภายในปี 2025

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ บางประเทศได้มีการพัฒนาสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว โดยสร้างเมืองอัจฉริยะขึ้นใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ โดยทั้งเมืองซองดูในเกาหลีใต้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควบคู่ไปกับพลังงานที่สร้างจากของเสียเหลือทิ้งของมนุษย์ผ่านกระบวนการในโรงไฟฟ้าผลิตพลังงาน 2 รูปแบบ (Co-generation Plant) ซึ่งอาคารต่างๆ ของเมืองนี้ จะมีระบบควบคุมสภาพภูมิอากาศแบบอัตโนมัติพร้อมการแอกเซสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ทั้งถนน น้ำ ของเสียและระบบไฟฟ้าเต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่เป็น “สมอง” ของเมืองในการติดตามและตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้พักอาศัย ทั้งประเทศจีนและอินเดียต่างสร้างสมาร์ทซิตี้จากฐานล่างและก้าวไปสู่การเป็นสังคมเมืองในวงกว้าง ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลกำลังเปลี่ยนประเทศ ให้เป็นสมาร์ทเนชั่นประเทศแรกของโลกอย่างแท้จริง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ รวมถึงการเชื่อมต่อแบบเน็กซ์เจนพร้อมเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย โดยในช่วงแรกนั้น สิงคโปร์ส่งเซ็นเซอร์พันกว่าตัวออกมาในปี 2015 เพื่อติดตามทุกสิ่งตั้งแต่เรื่องของคุณภาพอากาศและระดับน้ำตลอดจนเรื่องความปลอดภัยในที่สาธารณะ

ศูนย์กลางเมืองและเมืองหลวงต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับเหตุหลายอย่าง แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีโซลูชันที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของเมืองต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย

วิสัยทัศน์ระดับท้องถิ่นสำคัญมาก

การสื่อสารแผนงานที่ชัดเจนและวิสัยทัศน์ที่มั่นคงนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการรวมตัวของภาคสาธารณะ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบโครงสร้างร่วมกับการมีเทคโนโลยีล่าสุด บางทีก็นำความยุ่งยากมาด้วย หรือจำเป็นต้องให้ความรู้แก่สาธารณชน ซึ่งผู้นำต้องนำจินตนาการมาอธิบายด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาสังคมดังที่ทราบกันอยู่

การให้ความสำคัญเรื่องของวิสัยทัศน์ นโยบาย และการลงทุน ในเมืองแต่ละเมือง ต้องสะท้อนบริบทแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะ มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสมาร์ททั้งหลายมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงการวิเคราะห์ ไม่มีการคิดล่วงหน้าอย่างถ้วนถี่ อาจทำให้เสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้โครงการล้มเหลว ทั้งนี้ Indian Express ได้รายงานถึงการวิพากย์วิจารณ์ รัฐบาลท้องถิ่นของ Lutyens Delhi ซึ่งมีนักต่อต้านเรื่องสภาพแวดล้อมออกมาโต้แย้งว่ารัฐบาลประสบความล้มเหลว ไม่สามารถสื่อสารแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความเชื่อที่ว่ามีการจัดทำโครงการสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่ที่พัฒนาอยู่แล้ว ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค

ความร่วมมือของท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อน

ความท้าทายที่เกิดขึ้นกับโครงการสมาร์ทซิตี้นั้น ต้องไปด้วยกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน การพัฒนาสมาร์ทซิตี้นั้นเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องอาศัยความคิดเห็น ประสบการณ์และมุมมองเชิงลึกที่หลากหลายเพื่อให้โครงการสำเร็จ หลายครั้งที่ต้องมีการปรับและเปลี่ยนวิธีการทำงานหลายอย่าง

เรื่องนี้อาจจะหมายถึงองค์กรภาครัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันในโครงการที่ใหญ่ขึ้น หรือมีการประสานความร่วมมือมากขึ้นระหว่างภาครัฐบาลและภาคธุรกิจ อาจจะหมายถึงการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดประสิทธิภาพโครงการเพื่อติดตามไม่ใช่แค่เรื่องการเจริญเติบโตทางศก.ของเมือง แต่ยังรวมถึงระดับมลพิษหรือความล่าช้าของรถไฟ และยังหมายรวมไปถึงคุณภาพทั่วไปของชีวิตผู้อยู่อาศัยในเมืองนั้นๆ

การควบคุมทักษะและมุมมองเชิงลึกของนวัตกรในท้องถิ่นจากทั้งมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยต่างๆ ยังนับเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนการดำเนินการภายในท้องถิ่นได้สำเร็จเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมืองให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ความริเริ่มโครงการสาธิตการรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบไฟฟ้าของประเทศสิงคโปร์ (REIDS – Renewable Energy Integration Demonstrator –Singapore) เป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ ไมโครกริด (Microgrid) แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นไมโครกริดแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเขตร้อน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือจากหลายภาคอุตสาหกรรม หลายสถาบันวิจัย และภาครัฐบาลเพื่อร่วมกันสร้างโซลูชันนวัตกรรม นำโดยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยี นันยาง สิงคโปร์ และได้รับการสนับสนุนจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และหน่วยงานภาครัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และองค์กรสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์

นวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่าพลังงานในท้องถิ่น

ในอนาคต และในปัจจุบันที่เริ่มมีบ้างแล้วในบางประเทศแถบอาเซียน เราจะเห็นนวัตกรรมซึ่งจะเข้ามาปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า (generation) ไปยังการส่งจ่ายไฟฟ้า (transmission) การจำหน่ายไฟฟ้า (distribution) ตลอดจนการบริโภคไฟฟ้า และความต้องการด้านไฟฟ้า ทั้งนี้ บริษัทอย่าง ชไนเดอร์ อิเล็คทริคกำลังทำงานร่วมกับเมืองต่างๆ และสาธาณูปโภคด้านไฟฟ้าทั่วโลกเพื่อให้ทุกสิ่งที่อยู่ในเมือง ตั้งแต่เรื่องของไฟฟ้าและโครงข่ายจัดการด้านน้ำ ไปจนถึงท่อระบายน้ำ อาคารและยวดยานพาหนะบนท้องถนน เชื่อมต่อกับเครือข่ายไฟฟ้าและข้อมูลที่กว้างใหญ่ไพศาล

สถาปัตยกรรม EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็กทริค เป็นแพลตฟอร์มระบบเปิดที่สามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้ โดยการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ ช่วยให้เมืองต่างๆ มีโอกาสพัฒนาระบบโครงสร้างพลังงานในแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาความยั่งยืน ด้วยความสามารถในการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างระบบสาธาณูปโภค แอปพลิเคชัน ระบบงาน ระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ พร้อมรองรับเรื่องการสื่อสาร ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้การลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว นำมาซึ่งการลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน และให้ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นมากขึ้น

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
แนวคิดสมาร์ทซิตี้ที่ทรงพลังจากเอเชีย สู่เอเชีย

ความริเริ่มด้านสมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จในเอเชีย ให้แนวคิดด้านนวัตกรรมที่ทรงพลังเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องของสังคมเมืองทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ การมีพันธมิตรด้านโซลูชันสมาร์ทซิตี้ที่รอบรู้ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมือง รวมถึงรู้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในภายในประเทศและนานาประเทศ อีกทั้งมอบประสบการณ์การนำโมเดลต่างๆ กันมาใช้งานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้

แม้ว่าจะยังคงมีความท้าทายอยู่ แต่ก็ยังมีโอกาสมหาศาลในการประสานความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันเพื่อเร่งให้เกิดโครงการสมาร์ทซิตี้ ที่จะช่วยสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

For more content, please visit สร้างสมาร์ทซิตี้ ให้ไกลระดับสากล ต้องอาศัยความร่วมมือจากภายในประเทศ.

โด้บอกซีดานถูกทำราวกับเป็นอาชญากร

สื่อกระทิงบอก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะเรอัล มาดริด รำพันกับ ซีเนดีน ซีดาน โค้ชชาวฝรั่งเศส รู้สึกไม่มีความสุขในสเปน เพราะโดนปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากร หลังโดนตั้งข้อหาเลี่ยงภาษี และมีข่าวพร้อมย้ายทีมหนาหู

สื่อกระทิงอ้าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกซูเปอร์สตาร์ของเรอัล มาดริด บอกกับ ซีเนดีน ซีดาน โค้ชชาวน้ำหอมว่าเขาถูก “ปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากร” ในสเปน ท่ามกลางอนาคตไม่แน่นอน โดนลือว่าต้องการย้ายทีมเพราะไม่มีความสุข ทั้งจากการโดนตั้งข้อหาว่าเลี่ยงภาษี และรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการปกป้องอย่างคู่ควรจากสโมสร

โรนัลโด้ เพิ่งพาทีมจบซีซั่นในฐานะดับเบิ้ลแชมป์ แต่ความสุขยังไม่ทันจางหาย กลับมีข่าวไม่ดีงามว่าเขาต้องการย้ายทีม หลังโดนอัยการมาดริดตั้งข้อหาเลี่ยงภาษี ตลอดจนมีการกล่าวอ้างว่า เขาไม่พอใจท่าทีของสโมสรที่ไม่ปกป้องเขาอย่างที่ควรจะเป็น

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวว่า ซีดาน โทร.ไปเคลียร์กับ โรนัลโด้ ที่ตอนนี้ติดช่วยทีมชาติในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ที่ รัสเซีย โดยอ้อนวอนขอให้โรนัลโด้อยู่กับทีมต่อไป แต่จากการอ้างของสถานีวิทยุ “โกเป้” ระบุว่าโรนัลโด้บอกซีดาน ว่า “ที่สเปน ผมถูกทำราวกับเป็นอาชญากร ทั้งหมดเริ่มต้นจากสื่อ”

ครีมหน้าขาว จากกระแสดราม่าตอนนี้ลือว่ามี 2 ทีมที่มีปัญญาสอย โรนัลโด้ คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่า และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่พร้อมทุ่มเงินไม่อั้น ระบายความคลั่งชดเชยจากการโดน โมนาโก แย่งแชมป์ไปครอง

For related post, please visit โด้บอกซีดานถูกทำราวกับเป็นอาชญากร.

สถานการณ์ตึงเครียด! เปเรซ เลี่ยงพูดถึง โด้

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธาน เรอัล มาดริด ไม่พูดถึงกรณีของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ที่มีข่าวอยากย้ายทีมแม้แต่นิดเดียว โดยบอกว่า “ราชันชุดขาว” จะเป็นทีมที่ไม่มีใครโค่นได้หากมีความสามัคคีกัน

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธาน เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน ปฏิเสธที่จะพูดถึงสถานการณ์การย้ายทีมของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงคนดังของทีมในงานแถลงข่าวกับสื่อเมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา

เปเรซ เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานของ เรอัล เป็นสมัยที่ 5 ซึ่งหนนี้เขาจะได้อยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2021 อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องปวดหัวกับการที่มีข่าวลือว่า โรนัลโด้ กำลังอยากย้ายทีมสุดๆ เพราะโมโหที่สโมสรไม่ปกป้องและให้การสนับสนุนเขามากเท่าไหร่ภายหลังจากที่โดนกล่าวหาว่าโกงภาษี

ไปสระแก้ว พักที่ไหนดี
ด้วยความที่มันเป็นประเด็นใหญ่ในโลกลูกหนัง ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนจะเฝ้ารอคำพูดของ เปเรซ แต่บิ๊กบอสของ “ราชันชุดขาว” ก็เลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องนั้น โดยเขาบอกว่า “เราได้สร้างทีมระดับตำนานที่ประกอบไปด้วยเหล่านักเตะที่เก่งที่สุดของโลก และเหล่านักเตะที่เก่งที่สุดในสเปน รวมถึงอีกหลายคนจากอะคาเดมี่ของเราเอง เรอัล มาดริด จะใช้งานโมเดลนี้ต่อไป เมื่อสโมสรแห่งนี้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วนั้น เราก็จะเป็นสโมสรที่ไม่มีทางถูกทำลายได้”

Read related content at สถานการณ์ตึงเครียด! เปเรซ เลี่ยงพูดถึง โด้.

ไทยส่งนักกีฬา823คนสู้ซีเกมส์ที่มาเลเซีย

พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการคัดเลือกชนิดกีฬา นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ประจำทีมในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่29 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่20มิ.ย.60ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯโดยมีตัวแทนจากสมาคมกีฬาต่างๆเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 นี้แข่งขันทั้งหมด 38 ชนิดกีฬา โดยทัพไทยส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ประจำทีมเข้าร่วม 1,230 คน แบ่งเป็น หัวหน้าคณะนักกีฬา 1คน,รองหัวหน้าคณะนักกีฬา2คน อาตาเช่ 1คน, นักกีฬา 823 คน, เจ้าหน้าที่ประจำทีม 296 คน ,คนเลี้ยงม้านักกีฬาขี่ม้า 21 คน,คนเลี้ยงม้านักกีฬาขี่ม้าโปโล 24 คน,คณะผู้ตามเสด็จฯ 8 คน,แพทย์ นักกายภาพ พยาบาล 33 คนและเจ้าหน้าที่ประจำกองอำนวยการ 21 คน

โรงแรม สระแก้ว pantip ที่ประชุมแจ้งว่าในวันที่ 8 ก.ค. 60 เจ้าภาพกำหนดจับฉลากแบ่งสายกีฬาประเภททีม

Please visit ไทยส่งนักกีฬา823คนสู้ซีเกมส์ที่มาเลเซีย for related article.

ดูกันใครแชมป์พรีเมียร์ฯหากเตะ60นาทีตามกฏลดเวลา

สถิติฟ้องหากมีการปรับลดเวลาแข่งเหลือครึ่งละ 30 นาทีเพื่อป้องกันการถ่วงเวลาในสนาม ตามที่บอร์ดสมาคมฟุตบอลนานาชาติกำลังพิจารณาอยู่ในเวลานี้ ซีซั่นที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล จะผงาดซิวแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดี โดยมี แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี ตามเข้ามาเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

ลิเวอร์พูล จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่แล้ว หากปรับเวลาการแข่งขันเหลือเพียง 60 นาที หลังมีรายงานว่า บอร์ดสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ไอเอฟเอบี) องค์กรผู้รับผิดชอบการปรับเปลี่ยนกฏฟุตบอลสากล เตรียมพิจารณาเรื่องลดเวลาแข่งขันแต่ละครึ่งจากเดิม 45 นาที เหลือ 30 นาที เพื่อป้องกันการถ่วงเวลาในสนาม

แนวความคิดดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากผู้ถือประโยชน์ร่วมในวงการลูกหนัง ที่ต้องการกำจัดปัญหาภายในสนามก่อนเริ่มโครงการ “เพลย์ แฟร์ สเตรทเทอจี้ (Play Fair Strategy)” ด้วย 3 เป้าหมายหลักคือ การพัฒนาพฤติกรรมนักเตะและเพิ่มความเคารพกติกา, เพิ่มเวลาเล่นในสนาม และเพิ่มความยุติธรรมและน่าดึงดูดใจ โดยจะปรับลดเวลาเตะ และบังคับให้ผู้ตัดสินหยุดนาฬิกาทุกครั้งที่บอลตายเพื่อป้องกันการถ่วงเวลา

โทรไปต่างประเทศ ประหยัด ทั้งนี้ หากมีการปรับลดเวลาแข่งเหลือ 60 นาทีเมื่อซีซั่นที่แล้วนั้น สถิติเผยว่า “หงส์แดง” จะเข้าป้ายเป็นอันดับ 1 โดยมี 77 คะแนน จาก 38 นัด ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะตามเข้ามาเป็นอันดับ 2 มี 75 คะแนน ส่วน เชลซี เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดีฤดูกาลที่ผ่านมา จะจบเพียงอันดับ 3 โดยมี 74 คะแนน ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในอันดับ 5 มี 64 คะแนน

Read more content at ดูกันใครแชมป์พรีเมียร์ฯหากเตะ60นาทีตามกฏลดเวลา.

เอาด้วย!หงส์ร่วมวงปืน-สิงห์ล่ามาห์เรซเสริมทัพ

ลิเวอร์พูล ตกเป็นข่าวร่วมวงล่า ริยาด มาห์เรซ ปีกตัวเก่ง เลสเตอร์ ซิตี้ กับ อาร์เซน่อล และ เชลซี ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่เชื่อ “ไอ้ปืนใหญ่” ยังคงเป็นตัวเต็งที่จะได้ไปร่วมทีม หลัง อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือ “เดอะ กันเนอร์ส” ตามจีบสตาร์แอลจีเรียมานานแล้ว

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก ตกเป็นข่าวว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมวงกับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล และ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เพื่อไล่ล่าคว้าตัว ริยาด มาห์เรซ เพลย์เมคเกอร์ตัวเก่ง “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ มาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการรายงานเมื่อวันอังคารที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา

มาห์เรซ ถูกคาดว่าจะอำลาถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่ได้ขอต้นสังกัดขึ้นบัญชีย้ายทีมแล้ว โดยมี อาร์เซน่อล เป็นตัวเต็งหลังจากที่พวกเขาแสดงความสนใจนักเตะมานาน และ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม “ไอ้ปืนใหญ่” ก็หวังดึงแข้งทีมชาติแอลจีเรีย มาร่วมถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ให้ได้

อย่างไรก็ตาม อาร์เซน่อล ก็ต้องเจอกับคู่แข่ง เมื่อ เชลซี ก็พร้อมที่จะเดินหน้าคว้าตัว มาห์เรซ ด้วยเช่นกัน หลังจาก อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ “สิงห์บลูส์” มองถึงการเสริมทัพครั้งใหญ่ และสตาร์วัย 26 ปีก็เป็นเป้าหมายสำคัญของพวกเขา

ดาวโหลดฮอลิเดย์ ล่าสุดมีรายงานว่า ลิเวอร์พูล กลายเป็นอีกทีมที่อยากได้ตัว มาห์เรซ ด้วยเช่นกัน โดย “หงส์แดง” ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์นักเตะอย่างใกล้ชิด แต่ก็เชื่อว่า อาร์เซน่อล ยังคงเป็นทีมที่มีโอกาสมากที่สุดในการเซ็นสัญญากับแข้งจอมเทคนิค ถึงแม้มีข่าวว่า บาร์เซโลน่า ยอดทีมแห่งสเปน ก็กำลังพิจารณาคว้าตัวด้วยเช่นกันก็ตาม

For more post, please visit เอาด้วย!หงส์ร่วมวงปืน-สิงห์ล่ามาห์เรซเสริมทัพ.